บทวิเคราะห์หนังสือ Money for Nothing โดย Roger Bootle และข้อคิดเห็นของเด็กเศรษฐฯ สำนักธรรมศาสตร์ (ตอนที่ 2)
posted on 06 Dec 2008 22:18 by heresyมาต่อกันเลยนะครับ
ในบทความที่แล้วได้กล่าวถึงเศรษฐกิจการเงินโลกในยุคใหม่ที่จะตกอยู่ในสภาพเงินฝืด มิใช่เงินเฟ้ออย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาด อันเนื่องมาจากปัญหา sub prime ที่ขยายตัวลุกลามมากในสหรัฐอเมริกา และส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงทั้งในอเมริกาเอง และสหภาพยุโรป ทำให้ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมลดลง อันเนื่องมาจาก ความมั่งคั่งที่ลดลง และทำให้เกิดเงินฝืด และเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด
ผลของเงินฝืดนั้นน่ากลัวดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้ว และแม้ว่าประวัติศาสตร์ทางการเงินระหว่างประเทศจะเคยมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับเงินฝืด แต่รัฐบาลและองค์กรที่คอยรับผิดชอบเกี่ยวกับการแก้ไขวิกฤติทางการเงินก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีเศรษฐกิจที่เคยแข็งแกร่งมาก่อนอย่างญี่ปุ่น ก็ยังใช้เวลามาร่วมสิบปีแล้วในการแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศ แต่ก็ยังแก้ไม่ตกเสียที
ในช่วงที่สองของหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจากภาวะเงินฝืดว่ามาจากการสะสมความมั่งคั่งจากสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย หรือภาวะ money for nothing กล่าวคือ ความมั่งคั่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนอุปสงค์มวลรวมของระบบเศรษฐกิจนั้นล้วนเป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น
ภาพลวงตาอันเกิดจากการเก็งกำไรในระดับต่าง ๆ ทั้งในตลาดหุ้น และต่อมาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเก็งกำไรดังกล่าวก็ไม่ได้ก่อให้เกิด productivity ทางเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย ทั้งยังมีความผันผวน ยากต่อการคาดคะเน ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์และการเชื่อมโยงถึงกันของทั่วโลก ทำให้วิกฤติที่เกิดจากภาคเศรษฐกิจที่มีการเก็งกำไรเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงในประเทศใด
ประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของทั้งโลกที่ยากต่อการแก้ไขภาคเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งพาได้ในระยะยาว และเป็นที่มาของความมั่งคั่ง ที่จริงแล้วมาจากภาคเศรษฐกิจจริงต่างหาก
แต่อย่างไรก็ตาม การผลิตในปัจจุบันนั้นต่างจากในอดีตมาก เพราะวิวัฒนาการทางการผลิตของสังคมเศรษฐกิจโลก กล่าวคือ ในอดีตเราอาจพึ่งพาสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ ในการป้อนอุปทานสินค้าสู่โลก ต่อมาการเกิดเทคโนโลยีใหม่อย่างเครื่องจักรไอน้ำก็ได้เปลี่ยนรูปแบบของการผลิตเป็นแบบหัตถอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้สร้างผลผลิตออกมาได้มากขึ้น
แต่ในปัจจุบัน ผู้เขียนได้เสนอว่าภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมจะไม่เป็นภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไป หากแต่เป็นภาคเศรษฐกิจ “นามธรรม”
ภาคเศรษฐกิจ “นามธรรม” ได้แก่การผลิตที่ต้องอาศัย “ความรู้” ในการต่อยอดกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ เพลง วรรณกรรม หรือผลิตภัณฑ์ยา หรือในความคิดเห็นของผมก็คือ พวกทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหลายนั่นเอง
ผู้เขียนเชื่อว่า ความรู้ มีลักษณะที่เป็น public good เพราะทุก ๆ คนสามารถเข้าถึง ความรู้ ที่มีอยู่อย่างมากมายได้ และเมื่อทุกคนสามารถเข้าถึง ความรู้ ได้แล้ว ความรู้เหล่านั้นก็สามารถแตกกอต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ อีกทั้งต้นทุนส่วนเพิ่มของการผลิตสินค้าที่เกิดจาก ความรู้ เหล่านั้นก็มีต่ำมากเสียจนกระทั่งสามารถเกิด economies of scale ในกระบวนการผลิตได้
ผู้เขียนมองว่าสภาวะโลกในปัจจุบันได้เปรียบในอดีตตรงที่ ความรู้ ในสมัยก่อนไม่ “เปิดเสรี” เท่ากับในโลกปัจจุบัน อันมีสาเหตุมาจากความเชื่อทางศาสนาของโลกยุคกลาง เพราะ ความรู้ ในสมัยนั้นจะถูกกำกับโดยสถาบันศาสนาเสียส่วนใหญ่ ทำให้การเกิด และการต่อยอดของ ความรู้ เป็นไปอย่างจำกัด แต่ในปัจจุบัน การครอบงำของศาสนาได้หมดไป ประกอบกับการมีเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการสะสม ถ่ายทอด ต่อยอด ความรู้ ใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา ทำให้ ความรู้ โดดเด่นและมีความสำคัญมากขึ้น รวมถึงมีบทบาทมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ตาม การผลิตที่อาศัยองค์ความรู้นั้น ย่อมอยู่ไม่ได้หากปราศจาก “สถาบัน” ที่เหมาะสมมารองรับ เพื่อการผลิต และกระจาย ผลประโยชน์จากการผลิตนั้น
“สถาบัน” ที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงได้แก่ การค้าเสรี และธรรมาภิบาล ครับ
อดัม สมิธ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “wealth spiral” หรือ “เกลียวของความมั่งคั่ง” ไว้ในหนังสือเล่มดังของเขา “Wealth of Nations” กล่าวคือ การค้าที่เสรีนั้น จะเป็นกลไกที่กระจายสินค้า หรืออีกนัยหนึ่งคือกระจายความมั่งคั่งไปยังหลาย ๆ ภูมิภาคของโลก และเมื่อความมั่งคั่งได้ถูกสะสมในภูมิภาคอื่น ๆ แล้ว ความต้องการสินค้าหรือ demand จากอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลกย่อมมีมากขึ้น ทำให้การค้ายิ่งขยายตัวและเกิดความมั่งคั่งที่ไม่รู้จบ และผู้เขียนมองว่าการกีดกันทางการค้าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและควรกำจัดให้หมดไป ทั้งนี้เพราะการตั้งกำแพงภาษีหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษี เป็นเสมือนการตัด “เกลียวของความมั่งคั่ง” ไม่ให้เจริญต่อไป
ผู้เขียนมองว่า การที่หลาย ๆ ประเทศพยายามส่งออกให้มาก ๆ และกีดกันสินค้านำเข้า หรือพยายามดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศตามแนวคิดของพวก mercantilist อยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผู้เขียนมองว่าการส่งออกให้มาก ๆ นั้นไม่ใช่เป้าหมาย หรือ ends แต่ควรมองการส่งออกเป็น means หรือมรรควิธี ที่จะนำประเทศและโลกไปสู่ “เกลียวของความมั่งคั่ง” ที่ไม่รู้จบจะดีกว่า
อีกประเด็นหนึ่งคือ ความรักชาติ หรือ nationalism เป็นตัวขัดขวางการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศผ่านการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากผู้เขียนจะกล่าวถึง ประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรโดยอาศัยกลไกการค้าเสรีแล้ว ยังได้กล่าวถึงความเท่าเทียมในการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างประเทศอีกด้วย แต่ได้กล่าวไว้เพียงน้อยนิด ซึ่งผมมองว่าเป็นการใส่เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการอ้างกลไกเปิดเสรีทางการค้าต่อไปเท่านั้น
ผู้เขียนยังได้อ้างสถิติที่น่าเชื่อถือว่า growth ของประเทศที่เปิดเสรีกับประเทศที่ไม่รับกระแสดังกล่าว แตกต่างกันมาก และ suggest ว่าการเปิดเสรีนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา
นอกจากการค้าเสรีแล้ว กลไกธรรมาภิบาล ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ผู้เขียนเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยึดถือเพื่อสนับสนุนกลไกการค้าเสรีและเศรษฐกิจฐานความรู้ให้ดำเนินได้ต่อไป
ผู้เขียนได้อ้างสถิติที่น่าเชื่อถือ ของประเทศในแอฟริกาที่แม้ว่าจะมีทรัพยากรมาก มีการนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ และประเทศก็ได้เปิดเสรีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม GDP ต่อประชากรก็ยังไม่เพิ่มขึ้น หรืออัตราการเข้ารับการศึกษาของประชากร โตสวนทางกับ GDP กล่าวคือ แม้ว่าจะมีนักเรียนเข้าเรียนมาก แต่ก็ไม่สามารถนำความรู้เหล่านั้นมาใช้พัฒนาประเทศได้
ผู้เขียนมองว่า ธรรมาภิบาล คือคำตอบของปัญหาครับ เพราะหากรัฐมีการปกครองที่ดี ย่อมเอื้อต่อการจัดสรรทรัพยากรในรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจำต้องอาศัยความเชื่อมั่น และบรรยากาศที่เหมาะสม เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลายทั้งปวงนี้ผู้เขียนได้สร้างปัจจัย 8 เชิงสถาบัน 8 ประการที่เอื้อต่อเศรษฐกิจที่พึงประสงค์ได้แก่
1 นวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รอจะเข้าสู่เวทีโลก
2 นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกที่ค่อย ๆ ปรากฏตัวให้เห็น
3 การค้นพบและการนำขนาดของความรู้ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ
4 ศักยภาพในการขยายตัวของการค้าที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ
5 โครงสร้างสถาบันที่เกื้อหนุนหรือสนับสนุนประเทศที่กำลังพัฒนาให้สนใจต่อการพัฒนาการทาง เศรษฐกิจอย่างจริงจัง
6 การสิ้นสลายของอุดมการณ์ที่ไม่เกื้อหนุนต่อพัฒนาการในการสร้างความรุ่งเรืองต่อเศรษฐกิจ
7 ความเข้าใจใหม่ถึงโครงสร้างของสถาบันและต่อสังคมในการนำพาความพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ
8 ความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในส่วนของผู้ที่มาจากผู้นำโลก ด้วยความคิดใหม่ อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ในการให้ความสำคัญว่าหลักธรรมาภิบาลและแนวคิดในการแข่งขันจะสามารถแผ่กระจายไปทั่วโลก
ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในบางประเด็นครับ
ผมเห็นด้วยถ้า 1-8 เป็นจริง
ผมไม่เห็นด้วยถ้า 1-8 จะไม่เป็นจริงสักข้อใดข้อหนึ่ง
สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศปัจจุบัน มีทั้งเทคโนโลยีความรู้ที่ผูกขาดโดยกฎหมายระหว่างประเทศ การค้าที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม ประกอบกับหลักธรรมาภิบาลที่มีความหมายหลากหลาย ยากจะนิยามและมีอุดมการณ์เชิงอำนาจแฝงอยู่ ทำให้สภาวะที่คิดว่าพึงประสงค์ดังกล่าวเป็นจริงได้ยากครับ
แม้ว่าในช่วงแรกของหนังสือจะดีมากเสียจนกระทั่งผู้อ่านเคลิ้ม จนเกือบจะคล้อยตาม จนมาถึงส่วนที่สองก็เห็นว่า สิ่งที่หนังสือเล่มนี้เป็น คงจะเพียงแค่ propaganda ของพวก Neo-Libearlism เท่านั้น
edit @ 6 Dec 2008 22:28:04 by Yas STKPB