มาต่อกันเลยนะครับ   

ในบทความที่แล้วได้กล่าวถึงเศรษฐกิจการเงินโลกในยุคใหม่ที่จะตกอยู่ในสภาพเงินฝืด มิใช่เงินเฟ้ออย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาด อันเนื่องมาจากปัญหา sub prime ที่ขยายตัวลุกลามมากในสหรัฐอเมริกา และส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงทั้งในอเมริกาเอง และสหภาพยุโรป ทำให้ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมลดลง อันเนื่องมาจาก ความมั่งคั่งที่ลดลง และทำให้เกิดเงินฝืด และเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด

ผลของเงินฝืดนั้นน่ากลัวดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้ว และแม้ว่าประวัติศาสตร์ทางการเงินระหว่างประเทศจะเคยมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับเงินฝืด แต่รัฐบาลและองค์กรที่คอยรับผิดชอบเกี่ยวกับการแก้ไขวิกฤติทางการเงินก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
   
 แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีเศรษฐกิจที่เคยแข็งแกร่งมาก่อนอย่างญี่ปุ่น ก็ยังใช้เวลามาร่วมสิบปีแล้วในการแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศ แต่ก็ยังแก้ไม่ตกเสียที
   
 ในช่วงที่สองของหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจากภาวะเงินฝืดว่ามาจากการสะสมความมั่งคั่งจากสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย หรือภาวะ money for nothing กล่าวคือ ความมั่งคั่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนอุปสงค์มวลรวมของระบบเศรษฐกิจนั้นล้วนเป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น
   
ภาพลวงตาอันเกิดจากการเก็งกำไรในระดับต่าง ๆ ทั้งในตลาดหุ้น และต่อมาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเก็งกำไรดังกล่าวก็ไม่ได้ก่อให้เกิด productivity ทางเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย ทั้งยังมีความผันผวน ยากต่อการคาดคะเน ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์และการเชื่อมโยงถึงกันของทั่วโลก ทำให้วิกฤติที่เกิดจากภาคเศรษฐกิจที่มีการเก็งกำไรเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงในประเทศใด

ประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของทั้งโลกที่ยากต่อการแก้ไขภาคเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งพาได้ในระยะยาว และเป็นที่มาของความมั่งคั่ง ที่จริงแล้วมาจากภาคเศรษฐกิจจริงต่างหาก

แต่อย่างไรก็ตาม การผลิตในปัจจุบันนั้นต่างจากในอดีตมาก เพราะวิวัฒนาการทางการผลิตของสังคมเศรษฐกิจโลก กล่าวคือ ในอดีตเราอาจพึ่งพาสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ ในการป้อนอุปทานสินค้าสู่โลก ต่อมาการเกิดเทคโนโลยีใหม่อย่างเครื่องจักรไอน้ำก็ได้เปลี่ยนรูปแบบของการผลิตเป็นแบบหัตถอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้สร้างผลผลิตออกมาได้มากขึ้น
   
 แต่ในปัจจุบัน ผู้เขียนได้เสนอว่าภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมจะไม่เป็นภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไป หากแต่เป็นภาคเศรษฐกิจ “นามธรรม” 
   
 ภาคเศรษฐกิจ “นามธรรม” ได้แก่การผลิตที่ต้องอาศัย “ความรู้” ในการต่อยอดกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ เพลง วรรณกรรม หรือผลิตภัณฑ์ยา หรือในความคิดเห็นของผมก็คือ พวกทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหลายนั่นเอง
   
 ผู้เขียนเชื่อว่า ความรู้ มีลักษณะที่เป็น public good เพราะทุก ๆ คนสามารถเข้าถึง ความรู้ ที่มีอยู่อย่างมากมายได้ และเมื่อทุกคนสามารถเข้าถึง ความรู้ ได้แล้ว ความรู้เหล่านั้นก็สามารถแตกกอต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ อีกทั้งต้นทุนส่วนเพิ่มของการผลิตสินค้าที่เกิดจาก ความรู้ เหล่านั้นก็มีต่ำมากเสียจนกระทั่งสามารถเกิด economies of scale ในกระบวนการผลิตได้

ผู้เขียนมองว่าสภาวะโลกในปัจจุบันได้เปรียบในอดีตตรงที่ ความรู้ ในสมัยก่อนไม่ “เปิดเสรี” เท่ากับในโลกปัจจุบัน อันมีสาเหตุมาจากความเชื่อทางศาสนาของโลกยุคกลาง เพราะ ความรู้ ในสมัยนั้นจะถูกกำกับโดยสถาบันศาสนาเสียส่วนใหญ่ ทำให้การเกิด และการต่อยอดของ ความรู้ เป็นไปอย่างจำกัด แต่ในปัจจุบัน การครอบงำของศาสนาได้หมดไป ประกอบกับการมีเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการสะสม ถ่ายทอด ต่อยอด ความรู้ ใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา ทำให้ ความรู้ โดดเด่นและมีความสำคัญมากขึ้น รวมถึงมีบทบาทมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบัน
   
 แต่อย่างไรก็ตาม การผลิตที่อาศัยองค์ความรู้นั้น ย่อมอยู่ไม่ได้หากปราศจาก “สถาบัน” ที่เหมาะสมมารองรับ เพื่อการผลิต และกระจาย ผลประโยชน์จากการผลิตนั้น
   
 “สถาบัน” ที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงได้แก่ การค้าเสรี และธรรมาภิบาล ครับ
 
อดัม สมิธ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “wealth spiral” หรือ “เกลียวของความมั่งคั่ง” ไว้ในหนังสือเล่มดังของเขา “Wealth of Nations” กล่าวคือ การค้าที่เสรีนั้น จะเป็นกลไกที่กระจายสินค้า หรืออีกนัยหนึ่งคือกระจายความมั่งคั่งไปยังหลาย ๆ ภูมิภาคของโลก และเมื่อความมั่งคั่งได้ถูกสะสมในภูมิภาคอื่น ๆ แล้ว ความต้องการสินค้าหรือ demand จากอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลกย่อมมีมากขึ้น ทำให้การค้ายิ่งขยายตัวและเกิดความมั่งคั่งที่ไม่รู้จบ และผู้เขียนมองว่าการกีดกันทางการค้าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและควรกำจัดให้หมดไป ทั้งนี้เพราะการตั้งกำแพงภาษีหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษี เป็นเสมือนการตัด “เกลียวของความมั่งคั่ง” ไม่ให้เจริญต่อไป
   
 ผู้เขียนมองว่า การที่หลาย ๆ ประเทศพยายามส่งออกให้มาก ๆ และกีดกันสินค้านำเข้า หรือพยายามดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศตามแนวคิดของพวก mercantilist อยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผู้เขียนมองว่าการส่งออกให้มาก ๆ นั้นไม่ใช่เป้าหมาย หรือ ends แต่ควรมองการส่งออกเป็น means หรือมรรควิธี ที่จะนำประเทศและโลกไปสู่ “เกลียวของความมั่งคั่ง” ที่ไม่รู้จบจะดีกว่า

 อีกประเด็นหนึ่งคือ ความรักชาติ หรือ nationalism เป็นตัวขัดขวางการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศผ่านการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ  

แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากผู้เขียนจะกล่าวถึง ประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรโดยอาศัยกลไกการค้าเสรีแล้ว ยังได้กล่าวถึงความเท่าเทียมในการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างประเทศอีกด้วย แต่ได้กล่าวไว้เพียงน้อยนิด ซึ่งผมมองว่าเป็นการใส่เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการอ้างกลไกเปิดเสรีทางการค้าต่อไปเท่านั้น
   
 ผู้เขียนยังได้อ้างสถิติที่น่าเชื่อถือว่า growth ของประเทศที่เปิดเสรีกับประเทศที่ไม่รับกระแสดังกล่าว แตกต่างกันมาก และ suggest ว่าการเปิดเสรีนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา

 นอกจากการค้าเสรีแล้ว กลไกธรรมาภิบาล ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ผู้เขียนเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยึดถือเพื่อสนับสนุนกลไกการค้าเสรีและเศรษฐกิจฐานความรู้ให้ดำเนินได้ต่อไป

ผู้เขียนได้อ้างสถิติที่น่าเชื่อถือ ของประเทศในแอฟริกาที่แม้ว่าจะมีทรัพยากรมาก มีการนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ และประเทศก็ได้เปิดเสรีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม GDP ต่อประชากรก็ยังไม่เพิ่มขึ้น หรืออัตราการเข้ารับการศึกษาของประชากร โตสวนทางกับ GDP กล่าวคือ แม้ว่าจะมีนักเรียนเข้าเรียนมาก แต่ก็ไม่สามารถนำความรู้เหล่านั้นมาใช้พัฒนาประเทศได้

ผู้เขียนมองว่า ธรรมาภิบาล คือคำตอบของปัญหาครับ เพราะหากรัฐมีการปกครองที่ดี ย่อมเอื้อต่อการจัดสรรทรัพยากรในรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจำต้องอาศัยความเชื่อมั่น และบรรยากาศที่เหมาะสม เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลายทั้งปวงนี้ผู้เขียนได้สร้างปัจจัย 8 เชิงสถาบัน 8 ประการที่เอื้อต่อเศรษฐกิจที่พึงประสงค์ได้แก่

  1 นวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รอจะเข้าสู่เวทีโลก

  2 นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกที่ค่อย ๆ ปรากฏตัวให้เห็น

  3 การค้นพบและการนำขนาดของความรู้ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ 

  4 ศักยภาพในการขยายตัวของการค้าที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ 

  5 โครงสร้างสถาบันที่เกื้อหนุนหรือสนับสนุนประเทศที่กำลังพัฒนาให้สนใจต่อการพัฒนาการทาง เศรษฐกิจอย่างจริงจัง

  6 การสิ้นสลายของอุดมการณ์ที่ไม่เกื้อหนุนต่อพัฒนาการในการสร้างความรุ่งเรืองต่อเศรษฐกิจ

  7 ความเข้าใจใหม่ถึงโครงสร้างของสถาบันและต่อสังคมในการนำพาความพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ

  8 ความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในส่วนของผู้ที่มาจากผู้นำโลก ด้วยความคิดใหม่ อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ในการให้ความสำคัญว่าหลักธรรมาภิบาลและแนวคิดในการแข่งขันจะสามารถแผ่กระจายไปทั่วโลก
   
 ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในบางประเด็นครับ
   
 ผมเห็นด้วยถ้า 1-8 เป็นจริง
   
 ผมไม่เห็นด้วยถ้า 1-8 จะไม่เป็นจริงสักข้อใดข้อหนึ่ง
   
 สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศปัจจุบัน มีทั้งเทคโนโลยีความรู้ที่ผูกขาดโดยกฎหมายระหว่างประเทศ การค้าที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม ประกอบกับหลักธรรมาภิบาลที่มีความหมายหลากหลาย ยากจะนิยามและมีอุดมการณ์เชิงอำนาจแฝงอยู่ ทำให้สภาวะที่คิดว่าพึงประสงค์ดังกล่าวเป็นจริงได้ยากครับ
   
 แม้ว่าในช่วงแรกของหนังสือจะดีมากเสียจนกระทั่งผู้อ่านเคลิ้ม จนเกือบจะคล้อยตาม จนมาถึงส่วนที่สองก็เห็นว่า สิ่งที่หนังสือเล่มนี้เป็น คงจะเพียงแค่ propaganda ของพวก Neo-Libearlism เท่านั้น


edit @ 6 Dec 2008 22:28:04 by Yas STKPB

อ่านชื่อบทความแล้วอาจจะดูเครียดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมจะพยายามย่อยเอาสาระสำคัญที่หนังสือพยายามสื่อออกมาให้ผู้อ่านได้อ่านง่าย เพื่อความรู้ความเข้าใจในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอิทธิพลของเศรษฐกิจอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและจะมีความคิดเห็นส่วนตัวเล็กน้อย ทั้งต่อประเด็นในหนังสือและการเรียนเศรษฐศาสตร์ในคณะเรา  

หนังสือเล่มนี้เป็นเบสท์เซลเลอร์ในอเมริกาและอังกฤษมาเมื่อปีสองปีที่แล้วนะครับ เขียนโดย Roger Bootle นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษที่สนใจในระบบเศรษฐกิจโลก ไม่เฉพาะการเงินระหว่างประเทศเท่านั้นนะครับ เขาสนใจเรื่องราวเศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยเชิงประวัติศาสตร์ของระบบเศรษฐกิจโลก และได้อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงการเงินระหว่างประเทศได้อย่างน่าสนใจ
 
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ของเขาถือเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่ผมเชื่อว่าเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด

ในวงการเศรษฐศาสตร์การเงินโลกปัจจุบันเลยทีเดียว นั่นคือเขาเชื่อว่าในอนาคต เงินกำลังจะฝืดแม้ว่าน้ำมันจะแพงสักแค่ไหนก็ตามครับ (นักเรียนเศรษฐศาสตร์สำนักธรรมศาสตร์อย่างผมถึงกับงงเมื่ออ่านคำนำของหนังสือครั้งแรก) 
 
อาจจะดูสวนทางกับทฤษฎีที่เราเรียนกันมาใช่ไหมครับ นั่นเป็นเพราะมันไม่ได้มี “สูตรสำเร็จ” ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจว่า น้ำมันแพง เงินต้องเฟ้อเสมอ 
  
หนังสือเล่มนี้จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เคยเกิด และกำลังจะเกิด โดยอาศัยกรอบความคิดที่เราคุ้นเคยและกรอบความคิดเชิงสถาบันเล็กน้อย ทำให้เราหลุดจากกรอบความคิดเดิมที่เชื่อว่าเป็น “สูตรสำเร็จ” ได้ในระดับหนึ่งครับ
 
Organization ของหนังสือเล่มนี้จะแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ โดยส่วนแรกจะเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางการเงินโดยเฉพาะภา;ะตลาดหุ้นในสหรัฐฯ

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาว่ามี cycle อย่างไร ภาวะ “money for nothing” ที่ทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกมานักต่อนักแล้ว และภาวะที่เขาเชื่อว่าจะเกิดเงินฝืดในอนาคตได้อย่างไร ในส่วนที่สองจะพูดถึงภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงที่เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นภาคการผลิตที่เป็นสินค้าบริการที่คุ้นเคย กลับกลายเป็นสินค้าประเภททรัพย์สินทางปัญญาที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในอนาคต และในส่วนสุดท้ายจะพูดถึงทิศทางของเศรษฐกิจในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ภายใต้กรอบตรรกะในส่วนแรกและส่วนที่สอง


ในช่วงต้น ๆ ของหนังสือ ผู้เขียนได้อ้างคำพูดของ Joseph Schumpeter นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของโลก ที่เคยกล่าวว่า “มนุษย์มักจะตั้งความหวังใหม่หลังจากที่โลกได้ผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดความรู้สึกที่อย่างจะเข้าไปลงทุน เพราะเชื่อว่านี่คือยุคใหม่ของเศรษฐกิจอีกแล้ว” คำพูดนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นตัวแทนของกรอบความคิดหลักที่ผู้เขียนได้ใช้อธิบายปรากฏการณ์ Money for Nothing ของการลงทุนที่บ้าคลั่งไม่ว่าจะในอเมริกาหรือที่ใดก็ตามในโลกได้เป็นอย่างดี  

เมื่อต้นทศวรรษ 90 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เติบโตเป็นอย่างมาก โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่หรือ new economy อย่างภาคอิเลคทรอนิกส์และการสื่อสารเป็นตัวขับเคลื่อน และด้วยความคลั่งเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ราคาหุ้นร้อนแรงมากเสียจนกระทั่งละเลยปัจจัยพื้นฐานของหุ้น ในช่วงหลังที่อุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัวและความไร้ธรรมาภิบาลของเจ้าของบริษัท ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างมาก

เพื่อรักษามูลค่าของหุ้นให้อยู่ในระดับที่สูงต่อไป เฟดจึงลดอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือประมาณ 1% ทำให้มูลค่าสินทรัพย์อื่น ๆ รวมถึงบ้านและที่ดินสูงขึ้นตาม ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ผู้คนจึงหันมา “เล่น” ตลาดบ้านกัน เพราะเชื่อว่ามูลค่าบ้านจะสูงต่อเนื่อง และการกู้ซื้อบ้านจะมีมากขึ้น ฟองสบู่จึงก่อตัว
  
ผู้เขียนมองว่า การเก็งกำไรในตลาดหุ้นไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ย้ายมาสู่ภาคอสังหาฯ แค่นั้นเอง
  
ความบ้าคลั่งของตลาดอสังหาฯในสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการใช้จ่ายมวลรวมในระบบเศรษฐกิจได้ แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะสภาวะดังกล่าวเป็นเพียง ภาพลวงตาชั่วคราว เงินที่ได้จึงไม่ได้ขึ้นหรืองอกเงยมาจาก real sector แต่อย่างใด หรือที่ผู้เขียนบอกว่าสภาวะดังกล่าวคือ Money for Nothing
  
ผู้เขียนมองว่าเมื่อฟองสบู่แตก (ซึ่งแตกแล้วจากวิกฤติ sub prime แต่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวไว้ เพราะแต่งไว้สองปีก่อนหน้าวิกฤติ) มูลค่าบ้านและที่ดินย่อมตกลง (ซึ่งตกแล้ว) ส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย ทำให้ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมจะลดลง (ผมเชื่อว่าเหตุผลดังกล่าวมีกรอบความคิดจากทฤษฎี life cycle hypothesis) และเกิดภาวะเงินฝืดในที่สุด

ในความเป็นจริงแล้วภาวะเงินฝืดตามกรอบตรรกะชุดนี้ได้เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นแล้วนะครับ และยังคงเป็นปัญหาของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่จะยังต้องแก้ปัญหาต่อไป และเชื่อว่าอเมริกา และประเทศยักษ์ใหญ่ในยุโรปอย่างเยอรมนีและอังกฤษจะเกิดในไม่ช้า
  
เท่าที่ผมได้ศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคทั้งสองวิชา ในความคิดของผมนะครับ คิดว่าเราจะเรียนเฉพาะปัญหาที่จะเกิดจากเงินเฟ้อเป็นหลักเท่านั้น เราแทบจะไม่ได้ศึกษาความสำคัญ และปัญหาที่จะเกิดจากภาวะเงินฝืดเลย นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายนะครับ 
  
หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นปัญหาของเงินฝืดหลายประการจนน่าตกใจเชียวครับ ในความเห็นของผมคิดว่ารุนแรงกว่าเงินเฟ้อเสียด้วยซ้ำ เพราะว่า 1 เราเคยชินกับภาวะเงินเฟ้อ และรู้ทางหนีทีไล่ของมันพอสมควร เราไม่เคยคิดเรื่องเงินฝืดมาก่อน ทำให้อาจจะเป็นการยากที่จะเข้าไปแก้ไข เพราะเราไม่เคยได้ตั้งคำถามกับมันเลย และ 2 เงินฝืดแก้ยากครับ ตอนนี้ธนาคารกลางและรัฐบาลญี่ปุ่นยังแก้ไม่ได้และนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการการศึกษาเป็นอย่างมาก
  
ผลกระทบมีทั้งทางตรงและทางอ้อมครับ
  
ผลกระทบแรกคือเมื่อราคาสินค้าโดยทั่วไปปรับตัวลดลง ย่อมทำให้กำไรของบริษัทลดลง ทำให้มีแรงจูงใจในการผลิตสินค้าลดลง นำไปสู่ภาวการณ์ว่างงานที่เพิ่มขึ้นในที่สุด ในขณะเดียวกัน เมื่อ performance ของบริษัทแย่ ก็จะยิ่งทำให้ตลาดหุ้นแย่ตามไปด้วยเพราะมูลค่าของหุ้นลดลง
  
ผลกระทบประการที่สองคือเมื่อมูลค่าของสินทรัพย์ลดลงมาก ย่อมส่งผลต่อกองทุนเกษียณของพนักงานบริษัท เพราะกองทุนเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็ได้ไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อตลาดหุ้นแย่ NAV หรือ Net Asset Value ย่อมน้อยตามไปด้วย เพื่อที่จะให้เงินหลังเกษียณของพนักงานไม่ได้รับการกระเทือนมากนัก บริษัทย่อมให้พนักงานเพิ่มเงินสมทบเข้ามามากขึ้น ทำให้รายได้ของพนักงานยิ่งน้อยลงไปอีก กระทบต่อความต้องการใช้จ่ายมวลรวมในระบบเศรษฐกิจหนักกว่าเดิม และมี positive feedback หรือเกิดผลกระทบในการที่จะทำให้เงินฝืดกว่าเดิมและเกิดผลต่าง ๆ ตามมาในระดับที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ 
  
ผลกระทบอีกประการหนึ่งคือ หนี้ในระบบที่จะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องมาจากรายได้ของแรงงานไม่เพิ่มขึ้น (เพราะเงินฝืด) ในขณะที่ดอกเบี้ยที่ไม่มีทางติดลบได้ ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง เกิดหนี้เสียมากขึ้น และในขณะเดียวกัน ความต้องการกู้ยืมของเอกชนย่อมน้อยลง เพราะเห็นว่าจะมีต้นทุนสูงในการชำระคืน ทำให้แม้ว่าจะไม่มี liquidity constraint จากธนาคาร แต่สามารถเกิดภาวะตึงตัวในระบบการเงินได้
  
ผลกระทบทั้งหมดนี้ญี่ปุ่นเจอมาหมดแล้วครับ candidate ต่อไปจึงจะเป็นสหรัฐฯ และยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะข้อมูลเชิงประจักษ์ต่าง ๆ ต่างชี้ว่า เงินจะฝืดอย่างแน่นอน
  
สำหรับประเด็นข้อคิดเห็นของผม เห็นว่า ในช่วงแรกของหนังสือเป็นการเสนอวิกฤติที่ดูน่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ตาม เงินฝืดไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ รัฐบาลและธนาคารกลางมีบทบาทที่จำกัดมาก ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่นที่พยายามแก้เงินฝืดโดยการเพิ่มปริมาณเงิน แต่เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่แล้ว ทำให้เกิดสภาพคล่องล้นเกินในระบบ หรือที่เรียกกันว่า liquidity trap นั่นเอง ดังนั้นในเชิงนโยบายแล้วหนังสือเล่มนี้ในช่วงแรกก็ไม่ได้เสนอนโยบายที่เป็นชิ้นเป็นอันในการแก้ปัญหาดังกล่าวเท่าที่ควร
  
อีกประการหนึ่งก็คือ ผมเชื่อว่าชุดความคิดดังกล่าวสามารถที่จะอธิบายวิกฤติที่จะเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น ใช้ไม่ได้กับประเทศไทย เพราะการเชื่อมโยงเหตุผลและตรรกะระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยภาวะตลาดที่พัฒนาแล้ว ทั้งตลาดเงินตลาดทุน และตลาดการผลิตที่มีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับตลาดเงินและตลาดทุนอย่างมาก เช่น กองทุนเงินเกษียณอายุที่ผูกพันกับตลาดหุ้นอย่างมาก ซึ่งในไทยไม่เป็นอย่างนั้น 100% ทำให้กรอบดังกล่าว หากมาใช้กับไทย อาจจะต้องอาศัยบริบทเชิงสถาบันชุดใหม่ ทำให้ช่วยในการอธิบายได้ดีขึ้น
  
ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และเนื้อหา จึงค่อยมาต่อกับตอนต่อไปของหนังสือในคราวหน้านะครับ

edit @ 6 Dec 2008 22:15:29 by Yas STKPB